บทที่ 28 ขนตาเป็นแพยาวเสียจริง
ในกระท่อมร้างหลังคามุงฟางผุพัง ลมหนาวพัดลอดช่องไม้กระดานเข้ามาเป็นระยะ ฝุ่นบางเบาลอยคลุ้งในลำแสงอ่อนยามบ่าย เด็กหนุ่มสองคนยืนก้มมองร่างอันไร้สติของบุรุษผู้หนึ่งที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นดินแข็ง
ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมอาภรณ์ชั้นดีที่แม้จะฉีกขาดและเปื้อนเลือดก็ยังเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของสามัญชน ภายนอกมีบาดแผลจากสะเก็ดหินบาดตามแขนและหน้าผาก คราบเลือดแห้งกรังเกาะตามสาบเสื้อ ทว่าต่อให้ใบหน้าซีดเซียวเพราะเสียโลหิต ความสง่างามที่ติดตัวมากลับไม่ได้เลือนหายแม้แต่น้อย กลับยิ่งขับให้เห็นเค้าโครงอันประณีตราวกับสลักจากหยกชั้นดี
“ดูสิ ขนตาเป็นแพยาวเสียจริง จมูกก็โด่งเป็นสัน คิ้วดกดำได้รูป ปากเป็นกระจับสีอมชมพู ใบหน้าขาวผุดผ่อง…มองเช่นไรก็บอกได้เพียงว่าดูดียิ่งนัก เป็นบุรุษรูปงามจริง ๆ” ฉินหมิง เด็กน้อยวัยเก้าขวบเอ่ยพลางก้มหน้าเพ่งพินิจไม่วางตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพิศวงราวกับพบของล้ำค่า
เขายื่นนิ้วเล็ก ๆ เข้าไปใกล้แก้มของบุรุษหนุ่มคล้ายจะลองแตะ แต่ก็ชะงักไว้ก่อน เกรงว่าจะทำให้บาดแผลยิ่งแย่ลง
ฉินเหยียนผู้เป็นพี่ชะโงกหน้ามามองบ้าง แววตาเปล่งประกาย “นั่นน่ะสิ โตขึ้นข้าอยากรูปงามเช่นนี้เหลือเกิน อย่างน้อยเวลาเดินตลาดจะได้มีสาว ๆ แอบมองบ้าง”
“เช่นนั้นท่านพี่ก็ต้องไปเกิดใหม่เป็นบุตรของคนผู้นี้แล้ว” ฉินหมิงเอ่ยพลางเหลือบสายตามองผู้เป็นพี่ ใบหน้าเปื้อนยิ้มจนเห็นฟันหลอหนึ่งซี่ เสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ดังสะท้อนในกระท่อม
“เดี๋ยวเถอะ จะโดนข้าตี” ฉินเหยียนถลึงตาใส่น้องชาย แต่ก็ยังอดยิ้มตามไม่ได้
เสียงลมพัดครืดคราดผ่านผนังไม้เก่า ทำให้ทั้งคู่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมองบุรุษหนุ่มอีกครั้ง ครานี้สีหน้าของฉินเหยียนจริงจังขึ้น
“แต่เขาบาดเจ็บไม่น้อยเลยนะ เลือดยังไม่แห้งดีด้วยซ้ำ หากปล่อยไว้เช่นนี้ เกรงว่าจะไม่รอดถึงค่ำ”
ฉินหมิงพยักหน้า ดวงตาใสซื่อแฝงความกังวล “เมื่อครู่ข้าลองฟังเสียงลมหายใจแล้ว ยังมีอยู่… แม้จะแผ่วมากก็ตาม”
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง จากความขบขันแปรเปลี่ยนเป็นความลังเล กระท่อมร้างแห่งนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้าน หากช่วยคนแปลกหน้าแล้วเกิดเรื่องขึ้น พวกเขาสองพี่น้องจะรับไหวหรือไม่… แต่หากปล่อยให้ตายต่อหน้าต่อตา เด็กทั้งคู่ก็ไม่อาจทำใจได้
ในขณะที่ทั้งสองยังลังเล นิ้วเรียวยาวของบุรุษหนุ่มพลันกระตุกเบา ๆ ราวกับตอบรับเสียงสนทนา ลมหายใจแผ่วบางสะดุดขึ้นหนึ่งครั้ง
ฉินหมิงเบิกตากว้าง “ท่านพี่! เขาขยับ!”
ฉินเหยียนรีบก้มลงใกล้ ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนกปนตื่นเต้น “จริงด้วย"
เปลือกตาของบุรุษหนุ่มสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นดวงตาลึกดำราวห้วงรัตติกาล คิ้วเรียวเข้มขมวดมุ่นแน่นด้วยความงุนงงราวกับยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
ภาพหลังคาฟางผุพังและผนังไม้เก่า ๆ สะท้อนอยู่ในม่านตาเขาชั่วขณะ ก่อนเงาสองร่างจะโน้มเข้ามาบดบังแสง
ดวงตาของฉินหมิงและฉินเหยียนเบิกกว้างด้วยความตกใจ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ทว่าความตกใจนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าบุรุษตรงหน้ายังมีสติ
ทั้งสองสบตากับเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอ
“ข้าชื่อฉินหมิง” เด็กน้อยรีบแนะนำตัวอย่างกระตือรือร้น
“ข้าชื่อฉินเหยียน” ผู้เป็นพี่เอ่ยตาม น้ำเสียงพยายามทำให้สุขุมกว่าแต่ก็ยังแฝงความตื่นเต้น
จากนั้นทั้งคู่ก็พูดพร้อมกันราวกับซ้อมกันมาแล้ว “พวกเราก็เป็นพี่น้องกัน ท่านล่ะชื่ออะไร”
บุรุษหนุ่มยังคงขมวดคิ้ว ความเจ็บแล่นวาบจากหน้าผากลงมาถึงขมับ ความทรงจำกระจัดกระจาย เขาหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสติ ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยเสียงแหบพร่า
“ข้า… เยี่ยเสวียน”
ชื่อของตนหลุดออกจากริมฝีปากอย่างเชื่องช้า คล้ายต้องไล่เรียงจากส่วนลึกของจิตใจจึงจะคว้ามาได้
เยี่ยเสวียนรู้สึกมึนงงอย่างยิ่ง ที่จู่ ๆ ลืมตามาพบมนุษย์แปลกหน้าสองคนนี้… มนุษย์ตัวเล็กเสียด้วย ใบหน้ากลมเกลี้ยง ดวงตาใสซื่อ ขนาดตัวเท่ากับเด็กหญิงที่เขาเคยพบในป่าครานั้น
เขาขยับกายเล็กน้อย แต่เพียงเท่านั้นก็รู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งตัว กล้ามเนื้อราวกับถูกฉีกกระชาก เส้นลมปราณภายในปั่นป่วนคล้ายถูกพลังบางอย่างกระแทกแตกกระจาย
แววตาของเขาพลันเคร่งขรึมขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ที่นี่… ไม่ใช่สถานที่ที่เขาคุ้นเคย
พลังในกาย… อ่อนแอลงกว่าที่ควรจะเป็น
จำได้ว่าหนีออกมาจากถ้ำศักดิ์สิทธิ์ มุดเข้าไปในอุโมงค์มืด จากนั้นก็หมดสติไป
ฉินหมิงเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนก็รีบพูด “ท่านอย่าขยับมากนัก ท่านบาดเจ็บหนัก เราลากท่านเข้ามาในกระท่อมนี้เอง”
“ใช่” ฉินเหยียนเสริม “ตอนพบท่านนอนอยู่ใต้กองหิน เลือดเต็มตัวไปหมด พวกข้ายังคิดว่าท่านจะ….” เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกลืนคำว่า ‘ตายแล้ว’ กลับลงคอ
เยี่ยเสวียนนิ่งฟัง แววตาคมเข้มค่อย ๆ กวาดมองเด็กทั้งสองอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความงุนงง หากเป็นการประเมินโดยสัญชาตญาณ
ไม่มีปราณ ไม่มีพลังยุทธ์ เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
แต่ในดวงตานั้นกลับไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความอยากรู้อยากเห็น และความเป็นห่วงอย่างบริสุทธิ์
ความตึงเครียดในใจเขาคลายลงเล็กน้อย
“ขอบใจ…” เสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
